
เทียนทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Duranta drdcta L.
ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE
ชื่อสามัญ : Goldan dewdrop, Pigeon berry, sky-flower
ชื่อท้องถิ่น : เทียนทอง
ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่ม
ลักษณะทั่วไป : สูงประมาณ 2 เมตร ใบและดอกเด่นสะดุดตา ตอบสนองต่อแสงดีมาก นิยมปลูกเป็นไม้สวนกลางแจ้ง สามารถตัดแต่งเป็นรูปทรงที่ต้องการได้
ถิ่นกำเนิด : อเมริกา เขตร้อน
การกระจายพันธุ์ : ในประเทศไทย พบในทั่วพื้นที่เขตร้อน ในประเทศอื่นๆประเทศในเขตร้อน
นิเวศวิทยา : ต้องการแสงมาก ชอบความชื้น
เวลาออกดอก : ตลอดปี
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด, การตอนกิ่ง, การปักชำ
การใช้ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นกลุ่มพุ่มไม้ใหญ่ เพื่อตกแต่งสวนบริเวณแนวรั้ว ใช้ปลูกกับไม้ชนิดอื่นเพื่อความสวยงาม
ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่ม
เรือนยอด ทรงพุ่ม : รูปร่ม ความสูงประมาณ 2 เมตร ความกว้างทรงพุ่ม 0.45 เมตร
ถิ่นอาศัย : พืชบก
ลำต้น: ลำต้นเหนือดิน ตั้งตรงได้เอง
เปลือกของลำต้น : น้ำตาลอมเทา
ลักษณะลำต้น : ขรุขระ
ยาง : ไม่มี
ชนิดของใบ : ใบเดี่ยว สีเขียวอ่อนอมเหลือง ขนาดแผ่นใบ กว้าง 2.5 เซนติเมตร ยาว 5.5 เซนติเมตร
ลักษณะพิเศษของใบ : มีความนิ่ม
การเรียงตัวของใบบนกิ่ง : ตรงข้าม
รูปร่างแผ่นใบ : รูปรี
ปลายใบ : เรียวแหลม
โคนใบ : สอบเรียว
ขอบใบ : เรียบ
ดอก : ดอกช่อ
ตำแหน่งของดอก : ปลายยอด
กลีบดอก : โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีม่วง รูปกงล้อ
กลีบเลี้ยง : แยกจากกันมีจำนวน 6 กลีบ สีเขียว
เกสรตัวผู้ : จำนวน 5 อันสีครีม
เกสรตัวเมีย : จำนวน 2 อัน สีเขียว
รังไข่ : รังไข่เหนือวงกลีบ
กลิ่น : กลิ่นหอม
ชนิดของผล : ผลเดี่ยว ผลสด เมล็ดเดี่ยวแข็ง
สีของผล : ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีส้ม
รูปร่างผล : กลม
เมล็ด : จำนวน 1 เมล็ด
รูปร่างของเมล็ด : กลม
ลำต้น : เปราะหักง่าย ผิวขรุขระ สีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างใส บางครั้งอาจจะมีจุดสีแดงตามโคนต้น โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีดอกสีเข้ม ลำต้นก็จะมีสีเข้มตามไปด้วย




ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน แตกกิ่งก้านจำนวนมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ ยอดอ่อนเป็นเหลี่ยมและมีหนามแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยัก สีเขียวสด ใบอ่อนสีเขียวอ่อนอมเหลืองถึงสีเหลืองทอง ช่อดอกเป็นช่อกระจะออกที่ปลายกิ่ง ดอกสีม่วง โคนหลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานเต็มที่ขนาด 1.5 เซนติเมตร ออกดอกตลอดปี ผลสดทรงกลม ขนาด 0.5 – 0.8 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีส้ม มี 1 เมล็ดต่อผล
ประโยชน์
ประโยชน์หลักของเทียน คือ เป็นไม้ดอกไม้ประดับ เพราะมีลำต้นคล้ายลำเทียน มีดอกงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีหลากหลายสี ปลูกง่าย มีดอกเร็ว ปลูกได้ทั้งในกระถาง ปลูกลงแปลง ปลูกตามริมรั้ว ฯลฯ อีกทั้งชื่อของเทียนก็เป็นมงคลเพราะเป็นสิ่งที่ให้แสงสว่างที่ชาวไทยโดยเฉพาะชาวพุทธ ใช้ในการบูชาพระรัตนตรัย และใช้ในงานพิธีต่างๆ ซึ่งขาดเทียนไม่ได้เลย
เด็กๆใช้กลีบและผลของต้นเทียนเป็นของเล่น เพราะดอกมีกลีบให้สีต่าง ใช้ย้อมหรือทาได้ดี ไม่มีอันตราย ผลของต้นเทียนแตกได้เช่นเดียวกับผลของต้นต้อยติ่ง เมื่อผลแตกแล้ว เปลือกที่ขดเป็นวงๆ ยังดูคล้ายตัวหนอนสีเขียวอีกด้วย ชาวมาเลเซียในอดีต ใช้กลีบของต้นเทียนทาสีเล็บ และชาวบาหลีในอดีต นำใบเทียนมากินเป็นอาหาร
ปัจจุบันเทียนมีสายพันธุ์ที่หลากหลายและสวยงามมากขึ้น นับเป็นไม้ดอกที่น่าปลูก เพราะทุกคนสามารถหามาปลูกเอาไว้ชื่นชมได้ไม่ยากเลย
สรรพคุณ
ใบ รสขม ฉุน ร้อนน้อย ๆ (อุ่น) ใช้สลายลม ฟอกเลือด ลดบวม แก้อาการปวดตามข้อที่เกิดจากลมขึ้น (Rheumatic fever) ปวดเจ็บเกิดจากถูกกระทบกระแทกหกล้ม แก้ฝีประคำร้อย แผลมีหนอง บิดมูกเลือดและงูกัด
ดอก รสชุ่ม ขม ร้อน ใช้สลายลม ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวด ใช้รักษาปวดข้อ ปวดเอว ปวดท้องก่อนมีประจำเดือน
เมล็ด รสขม ฉุน สุขุม มีพิษใช้กระจายเลือด ขับเสมหะข้น ๆ ขับลูกที่ตายออก ขับประจำเดือน ละลายกระดูก แก้กระดูกหรือก้างปลาติดคอ แก้พิษงูแผลติดเชื้ออักเสบทั้งหลาย แผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก แก้บวมและตับแข็งเป็นลิ่มได้
ลำต้น รสชุ่ม ไม่มีพิษ ใช้ขับลม ทำให้เอ็นคลายตัว โลหิตหมุนเวียนคล่อง แก้ปวด เหน็บชาจากลมขึ้น และแผลเน่าเปื่อย บวมเป็นพิษ
ราก รสขมชุ่ม มีพิษเล็กน้อย ใช้ฟอกเลือด เปิดเส้นลมปราณ ลดบวม ใช้รักษาอาการปวดกระดูก บวมกล้ามเนื้อ ปวดบวมจากการหกล้ม หรือถูกตี แก้ก้างปลาหรือกระดูกไก่ติดคอ ตกขาว ตกเลือด
โทษ
เมล็ด เมื่อรับประทานเข้าไป ถ้าเป็นเด็กทำให้เด็กเป็นไข้ ม่านตาขยาย ชีพจรเต้นเร็ว ชักและตาย ส่วนที่เป็นพิษโปรตีนในเนื้อเมล็ดที่เป็นพิษ ถ้าไม่กัดหรือเคี้ยวเมล็ดให้แตกก็ไม่เป็นอันตราย
วิธีและปริมาณที่ใช้
ใบแห้ง 10-15 กรัม (สด 30-60 กรัม) ต้มน้ำกิน ใช้ภายนอกตำพอกหรือต้มเอาน้ำชะล้าง
ดอกแห้ง 2.5-8 กรัม ทำเป็นเม็ดหรือผง ใช้ภายนอกบดเป็นผงเป่าคอ อุดฟัน
ลำต้นแห้ง 10-15 กรัม ทำเป็นเม็ดหรือผง ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง
รากแห้ง บดเป็นผง หรือแช่เหล้ากิน ใช้ภายนอกตำพอก
ข้อห้ามใช้
1. หญิงมีครรภ์ห้ามกิน
2. รากห้ามกินมาก หรือติดต่อกันนาน ๆ หรือบ่อย ๆ จะเป็นอันตรายต่อม้ามและกระเพาะ
การปลูก
1.การตอนกิ่ง วิธีการตอนกิ่งเหมือนกับการตอนต้นไม้ทั่วไป
2.การปักชำกิ่ง นิยมมากที่สุด เพาะสะดวกและได้ต้นเร็วกว่า วิธีการ ตัดกิ่งส่วนยอดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เด็ดใบออกบ้าง ปักชำในกระถางหรือถุงดำหรือกะบะเพาะ วัสดุเพาะใช้ดินร่วนปนทราย หรือใช้ดินผสมขุยมะพร้าว หรือใช้ขี้เถ้าแกลบ(เก่า) นำกิ่งยอดปักชำในวัสดุเพาะ ลึกประมาณ 1-2นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน ถ้าให้ชัวร์ ใช้โฮนโมนเร่งรากช่วยด้วยจะออกราก 100% ประมาณ 15-30 วันก็จะออกรากและแตกยอดใหม่ออกมาครับ ช่วงแรกใช้ปุ๋ยยูเรีย รดบางๆเพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต
ประวัติพันธุ์(การนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย)
เทียนทองมีถิ่นกำเนิดตั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาตั้งแต่ฟลอริดาไปถึงบราซิลตลอดจนหมู่เกาะอินดีสตะวันตก ในประเทศไทยไม่ปรากฏบันทึกว่าผู้ใดนำเข้ามาปลูกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงเข้ามาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง